ถกปัญหา "ค่าเอฟที" ที่ชาวบ้านข้องใจ

 

ถกปัญหาค่าเอฟทีที่บ้านชาวข้องใจ     ถึงคราวประกาศปรับค่าเอฟที (Ft) ทีไร ผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนหนึ่งต่างก็ให้ความสนใจใคร่รู้ว่าจะแพงขึ้นหรือว่าถูกลง หากปรับลดก็มีเฮ แต่ถ้าปรับขึ้นก็ได้แต่เซ็งตามๆ กัน เป็นวัฎจักรสับเปลี่ยนหมุนเวียนมานาน จนหลายคนเข้าใจว่า “ค่าเอฟที” เป็นสิ่งเดียวกับ “ค่าไฟฟ้าฐาน” ขณะเดียวกันก็มีคนอีกนับไม่ถ้วนที่เข้าใจว่า “ค่าเอฟที” คือ “ค่าไฟฟ้า” ที่เก็บเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาเป็นกำไรให้กับการไฟฟ้า ซี่ส่งผลให้ประชาชนมีภาระต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง EGAT NEWS จึงเข้าพบนางประกายรัตน์ พิทักษ์นิตินันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังงาน (อศง.) เพื่อถกปัญหา “ค่าเอฟที” และ นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ชาวบ้านระดับรากหญ้าเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถพูดคุยเรื่อง “ค่าเอฟที” บนพื้นความรู้เดียวกันกับคนไทยทั้งประเทศ

อศง._ประกายรัตน์ พิทักษืนิตินันท์ค่าเอฟที (Ft) คือ อะไร?
     เวลาประกาศปรับค่าเอฟที (Ft) คนมักจะให้ความสนใจมาก เนื่องจากมีผลกระทบต่อรายจ่ายประจำเดือนของประชาชน ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นการประกาศปรับอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เพราะโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ภาครัฐมีมติให้การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) ค่าไฟฟ้าฐาน กับ (2) ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ “ค่าเอฟที”

    ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 1 หรือ ค่าไฟฟ้าฐาน เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนรายจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในช่วง 15 ปีข้างหน้า ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ประกอบด้วยรายจ่ายของการไฟฟ้า 3 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) ต้นทุนทางการเงินที่การไฟฟ้าใช้ในการก่อสร้างขยายระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่ายในอนาคต 2) ต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบผลิต ระบบส่งและระบบจำหน่าย ค่าบริหารจัดการ ตลอดจนผลตอบแทนการลงทุน และ 3) ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า
     ค่าไฟฟ้าฐานที่การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนในปัจจุบัน คือเฉลี่ยประมาณ 2.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2543
     ค่าไฟฟ้าส่วนที่ 2 หรือ “ค่าเอฟที” เป็นค่าไฟฟ้าที่สะท้อนค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดจากค่าใช้จ่ายฐาน โดยมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการพิจารณากลั่นกรองความถูกต้องของการนำค่าใช้จ่ายส่วนที่เปลี่ยนแปลงนั้นมาคำนวณในสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติเพื่อหาค่าเอฟที จากนั้นจึงนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้ความเห็นชอบแล้วประกาศรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นเวลาประมาณ 5 วัน จากนั้นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจึงประกาศค่าเอฟทีดังกล่าวเพื่อให้การไฟฟ้าใช้เรียกเก็บจากประชาชนคราวละ 4 เดือน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสะดวกในการคิดต้นทุนสินค้า

Ft ตารางที่ 1

      จากตารางที่ 1 จะเห็นว่าค่าเอฟทีที่ผ่านมาตลอดทั้งปี 2551 มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง ทั้งนี้เป็นไปตามค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทุกๆรอบ 4 เดือน

เริ่มคิดค่าเอฟทีตั้งแต่เมื่อไหร่?
     ในอดีตค่าไฟฟ้ามีเพียงส่วนเดียว เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้ระดับราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศลอยตัวราคาน้ำมันในเดือนมิถุนายน 2534 ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าก็เริ่มมีการผันแปรตามราคาตลาด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศเป็น 2 ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่าเอฟที โดยเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2534 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายในส่วนที่อยู่นอกการควบคุมของการไฟฟ้า
     การปรับปรุงสูตรการคำนวณค่าเอฟทีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2548 โดยคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันที่ 30 สิงหาคม 2548 มีมติให้สูตรการคำนวณเหลือเฉพาะปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของราคาค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเท่านั้น สำหรับปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงของการใช้ไฟฟ้า ภาครัฐให้การไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงเอง ทั้งนี้ให้ค่าเอฟทีประกอบด้วย 2 ส่วน คือค่าเอฟทีคงที่จำนวน 46.83 สตางค์ต่อหน่วย (เป็นค่าเอฟทีคงที่งวดเดือนมิถุนายน 2548-กันยายน 2548) กับค่าเอฟทีผันแปร (เป็นค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากนั้น)

ใครกำหนดค่าเอฟที?
    
ตั้งแต่ปี 2551 การพิจารณากำหนดค่าเอฟทีเป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองความถูกต้องของการคำนวณค่าเอฟทีให้เป็นไปตามสูตรการคำนวณที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้ แล้วนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาประกาศอนุมัติค่าเอฟทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ดังจะเห็นได้จากการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบปี 2551 เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นเป็นลำดับ จนมีราคาสูงสุดในเดือนธันวาคม 2551 ประกอบกับมีภาระส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่ กฟผ. แบกรับตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ มาตั้งแต่ต้นปี 2551 จนมียอดสะสมเป็นจำนวน 12,706 ล้านบาท คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจึงได้พิจารณาบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้าของประชาชนโดยให้การไฟฟ้าปรับขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2551 เพียงบางส่วน คือ เพิ่มขึ้นเพียง 14.85 สตางค์ต่อหน่วย (ตามสูตรการคำนวณต้องปรับขึ้น 57.22 สตางค์ต่อหน่วย) ทำให้ กฟผ. ต้องรับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 7,225 ล้านบาท รวมเป็นยอดสะสมในรอบปี 2551 จำนวนทั้งสิ้น 19,931 ล้านบาท อย่างไรก็ตามภาระจำนวนดังกล่าวคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานคาดว่าจะสามารถทยอยเรียกเก็บจากประชาชนเพื่อใช้คืน กฟผ. ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปี 2553 เนื่องจากในปี 2552 ราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ค่าเอฟทีช่วยเพิ่มกำไรให้การไฟฟ้าหรือไม่?
ยังมีประชาชนอีกนับไม่ถ้วนที่เข้าใจว่า “ค่าเอฟที” คือ ค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าเรียกเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาเป็นกำไรให้กับองค์การของตนเอง ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะค่าเอฟทีเป็นเพียงกลไกในการปรับราคาค่าไฟฟ้าให้เคลื่อนไหวตามค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกการควบคุมของการไฟฟ้า เฉพาะปัจจัยราคาเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าฐาน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกำไรของการไฟฟ้าแต่อย่างใด เพราะผลประกอบการของการไฟฟ้าถูกกำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน และภาครัฐจะพิจารณาทบทวนผลประกอบการของการไฟฟ้าทุกๆปี เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หากมีผลประกอบการแตกต่างจากที่ภาครัฐเห็นสมควร ส่วนเกินนั้นก็จะถูกนำมาคำนวณคืนให้ประชาชนผ่านค่าเอฟที

ประชาชนได้รับอะไรจากการมี “ค่าเอฟที”
     ในการกำหนดโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อใช้งานเป็นระยะเวลา 3-4 ปีนั้น หากไม่มี “ค่าเอฟที” เป็นค่าไฟฟ้าส่วนที่ 2 เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายผันแปรที่เพิ่มขึ้น/ลดลงไปจากตัวเลขที่ใช้กำหนด ณ วันที่ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า การจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าก็จำเป็นต้องมีการคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงไปข้างหน้า 3-4 ปี ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดมาก หากคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงไว้สูง ผู้เสียผลประโยชน์ก็คือประชาชน เพราะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพง ในทำนองกลับกันหากคาดการณ์ไว้ต่ำ การไฟฟ้าก็ขาดเงินรายได้สำหรับนำมาสมทบการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน เหมือนบางประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จำเป็นต้องสลับพื้นที่ดับไฟ ดังนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็คือประชาชน นอกจากนั้นการที่ค่าไฟฟ้าต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟื่อยด้วย ดังนั้นการนำปัจจัยค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากว่า 50% มาคำนวณผ่านกลไกสูตรเอฟทีทุกๆ รอบ 4 เดือน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปรับราคา จึงช่วยสะท้อนราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ทั้งสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า

ทำไมค่าไฟฟ้าจึงสูงขึ้นในบางช่วง?
     ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากว่า 50% เกิดจากค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ดังนั้นสัดส่วนชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้า เพราะเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีราคาแตกต่างกัน
     ในอดีตการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก (มีพลังน้ำและถ่านลิกไนต์เล็กน้อย) จนกระทั่งมีขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และเริ่มนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2524 เพื่อทดแทนน้ำมันซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาเป็นลำดับ ต่อมาในปี 2543 เริ่มมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพม่าเพื่อใช้สำหรับโรงไฟฟ้าด้านตะวันตกของประเทศ จนที่สุดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และนับวันราคาก๊าซธรรมชาติจะยิ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยมีราคาเฉลี่ยในรอบปี 2551 อยู่ที่ 229.40 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยในรอบปี 2548 (161.39 บาทต่อล้านบีทียู) ถึง 68.01 บาทต่อล้านบีทียู หรือประมาณ 42.14% ดังนั้นภาครัฐจึงมีนโยบายลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และหันมาใช้ถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้น

Ft ตารางที่ 2     จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2550 ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเริ่มลดลง ทั้งนี้เพราะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ที่ใช้ถ่านหินนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง (BLCP มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาด 2X673.25 MW หน่วยผลิตแรกขายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนตุลาคม 2549 และหน่วยผลิตที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550)

น้ำมันถูกแล้ว แต่ทำไมค่าไฟฟ้าไม่ลด? 
     นับเป็นคำถามยอดนิยมเมื่อมีการประกาศปรับขึ้นค่าเอฟทีสวนกระแสราคาน้ำมันขาลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะราคาก๊าซธรรมชาติมีสูตรการคำนวณอ้างอิงราคาน้ำมันเตาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์เฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้นในช่วงที่น้ำมันมีราคาแพงจึงยังส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติไม่เต็มที่ จะเห็นว่าในเดือนกรกฎาคม 2551 ราคาเฉลี่ยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นสูงสุด 391% เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ย ณ เดือนมกราคม 2548 ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพียง 144% เท่านั้น แต่เมื่อราคาน้ำมันเตาลดลง ราคาก๊าชธรรมชาติกลับเพิ่มขึ้นสูงสุด 175% ในเดือนธันวาคม 2551  ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนน้ำมันขึ้นราคา ค่าไฟฟ้ายังได้รับผลกระทบไม่มากนัก และในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันลดลง ค่าเอฟทีกลับเพิ่มขึ้น

อยากใช้ไฟฟ้าราคาถูกลงต้องทำอย่างไรบ้าง?
     ไม่ว่าใครก็ชอบของถูก สำหรับไฟฟ้าถ้าจะให้มีราคาถูก สามารถจัดการผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้
     1) การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้วางนโยบายการนำโรงไฟฟ้าใหม่เข้าในระบบไฟฟ้า ทั้งขนาดกำลังการผลิต ประเภทโรงไฟฟ้า ตลอดจนชนิดเชื้อเพลิง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีการพยากรณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นใน 15 ปีข้างหน้า ดังนั้นหากต้องการให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกลง ภาครัฐจะต้องเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
     2) การปฏิบัติการเดินโรงไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในทุกๆช่วงเวลา ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของ กฟผ. ซึ่งทำหน้าที่สั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าของเอกชน ดังนั้นเพื่อให้ค่าไฟฟ้ามีราคาถูก กฟผ. จะต้องสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีความพร้อมอยู่ในระบบในขณะนั้น โดยเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำสุดไปเป็นลำดับ (Merit Order) และเพื่อไม่ให้เกิดค่าปรับ กฟผ. จะพิจารณาเงื่อนไขสำคัญประกอบการสั่งการด้วย เช่น Minimum Generation ของโรงไฟฟ้า เงื่อนไขการรับก๊าซธรรมชาติตามสัญญากับ บมจ. ปตท. เป็นต้น
     3) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ขั้นตอนนี้เป็นบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง หากต้องการใช้ไฟฟ้าราคาถูก ผู้ใช้ไฟฟ้า ควรพยายามใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ  กล่าวคือ ไม่เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไม่มีความจำเป็น ล้างเครื่องปรับอากาศตามกำหนดระยะเวลา รวมทั้งเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น แอร์เบอร์ 5 เปลี่ยนจากหลอดไส้มาใช้หลอดตะเกียบแทน เป็นต้น
     ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 70% และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าก๊าซธรรมชาติมีสูตรการคำนวณราคาที่ผันแปรตามราคาน้ำมัน และราคาน้ำมันมีแนวโน้มแพงขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นหากต้องการให้ไฟฟ้ามีราคาถูก ทางออกที่สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ก็คือ ภาครัฐจะต้องวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงราคาถูก เช่น ถ่านหิน และนิวเคลียร์ นอกจากนี้หากต้องการให้ค่าเอฟทีมีความผันแปรน้อย ก็ควรเลือกชนิดเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพด้านราคาด้วย